NEDA สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจ
กับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน)(สพพ.) These have significant impacts on security and prosperity of the sub-region.

สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Neighbouring Countries Economic Development Cooperation Agency (Public Organization) เรียกสั้นๆว่า NEDA ได้ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่ตาม “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2548”

Neighboring Countries Economic Development Cooperation Agency (Public Organization)

From 1992 to 1996, the Thai economy showed the continuous development and growth. Amid the rapid development in Thailand, our neighboring countries still confronted several problems of economic development and poverty, thereby leading to greater disparities in social and economic development. Under an aim of the government to ensure sustainable development of the sub-region, the Neighboring Countries Economic Development Fund, or NEDF, has been established in 1996, as an agency under the Fiscal Policy Office, Ministry of Finance. Its primary task is to provide financial support to strengthen the neighboring economies. In 2005, the Thai government modernized and strengthened efficiency of NEDF through organizational restructuring, which would lead to greater flexibility in its operations. This eventually led to the establishment of Neighboring Countries Economic Development Cooperation Agency, or NEDA. NEDA, or the Neighboring Countries Economic Development Cooperation Agency, is Thailand’s international development aid agency, established officially on May 27, 2005, as a public organization, under supervision by the Minister of Finance.

สพพ. ร่วมประชุมกับกระทรวงการคลังติมอร์-เลสเต เกี่ยวกับโครงการความร่วมมือในอนาคตเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายกีรติ เวฬุ...
18/09/2026

สพพ. ร่วมประชุมกับกระทรวงการคลังติมอร์-เลสเต เกี่ยวกับโครงการความร่วมมือในอนาคต

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมคณะผู้แทน ร่วมกับ นายอธิปัตย์ โรจนไพบูลย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี ได้เข้าพบหารือกับ Ms. Regina de Jesus ณ กระทรวงการคลังติมอร์-เลสเต เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบายด้านการพัฒนาในภาพรวม พร้อมทั้งนำเสนอเงื่อนไขทางการเงินและขั้นตอนการดำเนินความร่วมมือสำหรับการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในอนาคต

การประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่สอดคล้องกับความต้องการของติมอร์-เลสเต และสอดรับกับยุทธศาสตร์ความร่วมมือและ Mid-Term Plan 1 ของ สพพ. โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดทำแผนความร่วมมือที่เป็นไปได้ในระยะ 3 ปี (2027 - 2030) ครอบคลุมโครงการพัฒนาที่มีศักยภาพจากหลากหลายกระทรวง เพื่อมุ่งเน้นการบูรณาการระดับภูมิภาค (Regional Integration) โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเต ตลอดจนการขับเคลื่อนการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศให้มีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไป

สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พันเอก ...
18/09/2026

สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมคณะผู้บริหาร สพพ. เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

สพพ. เยี่ยมคารวะ รมว.สาธารณสุขติมอร์-เลสเต กางแผนต่อยอดศูนย์อนามัยแม่และเด็ก ขยายสาขาพัฒนาสาธารณสุข เมื่อวันที่ 17 กันยา...
18/09/2026

สพพ. เยี่ยมคารวะ รมว.สาธารณสุขติมอร์-เลสเต กางแผนต่อยอดศูนย์อนามัยแม่และเด็ก ขยายสาขาพัฒนาสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมคณะผู้แทน ร่วมกับ นายอธิปัตย์ โรจนไพบูลย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี และ Ms. Navchaa Suren, UNFPA Representative in Timor-Leste ได้เข้าเยี่ยมคารวะ Ms. Elia Amaral รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแห่งติมอร์-เลสเต โดยรายงานวัตถุประสงค์การมาปฏิบัติภารกิจในการติดตามความคืบหน้าโครงการปรับปรุงศูนย์อนามัยแม่และเด็กประจำชุมชนสำหรับการคลอดบุตรและผดุงครรภ์ (BEmONC) ณ เมือง Baguia และเมือง Quelicai จังหวัด Baucau

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางและความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือด้านสาธารณสุขในสาขาที่ติมอร์-เลสเต มีความต้องการพัฒนาเป็นลำดับแรก อาทิ การพัฒนาศูนย์รักษาโรคไต (Nephrology) การยกระดับสุขภาวะทางโภชนาการ (Nutrition and Well-being improvement) รวมถึงขยายความร่วมมือสำหรับโครงการ BEmONC ไปยังจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขแห่งติมอร์-เลสเต ได้แสดงความยินดีและพร้อมร่วมมือกับ สพพ. อย่างใกล้ชิด ในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาด้านสาธารณสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอนาคตต่อไป

สพพ. ลงพื้นที่ Quelicai ติดตามการก่อสร้างศูนย์อนามัยแม่และเด็ก BEmONC คืบหน้ากว่าร้อยละ 60 มุ่งเปิดให้บริการต้นปี 2570เม...
17/09/2026

สพพ. ลงพื้นที่ Quelicai ติดตามการก่อสร้างศูนย์อนามัยแม่และเด็ก BEmONC คืบหน้ากว่าร้อยละ 60 มุ่งเปิดให้บริการต้นปี 2570

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ เมือง Quelicai จังหวัด Baucau สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) นำโดยนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ สพพ. พร้อมด้วยคณะผู้แทน ร่วมกับนายอธิปัตย์ โรจนไพบูลย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี และ Ms. Navchaa Suren, UNFPA Representative in Timor-Leste ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างศูนย์อนามัยแม่และเด็กประจำชุมชนสำหรับการคลอดบุตรและผดุงครรภ์ (BEmONC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สพพ. เพื่อปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของศูนย์อนามัยฯ ให้สามารถรองรับการให้บริการด้านการผดุงครรภ์และการคลอดบุตรแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับศูนย์อนามัยฯ เมือง Quelicai แห่งนี้ เป็นการก่อสร้างทดแทนอาคารหลังเดิมที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมหน้างานพบว่า การก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 60 โดยวิศวกรได้ตรวจสอบและยืนยันว่างานโครงสร้างอาคารเป็นไปตามขอบเขตงานที่กำหนด มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้าย (Finishing Process) ควบคู่ไปกับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ตลอดจนการเตรียมส่งมอบเวชภัณฑ์และรถพยาบาลจำนวน 1 คัน รวมถึงการจัดหลักสูตรอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ โดยคาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2569 และพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ในช่วงต้นปี 2570

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีผู้แทนจังหวัด Baucau หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ (Local Authorities) รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อนามัยแม่และเด็กฯ เมือง Quelicai ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้แทนอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินโครงการและการ
เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดให้บริการศูนย์อนามัยฯ เพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการด้านสุขภาพแม่และเด็กแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สพพ. ติดตามความคืบหน้าโครงการ BEmONC ณ เมือง Baguia จังหวัด Baucau ติมอร์-เลสเตเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายกีรติ เวฬุ...
16/09/2026

สพพ. ติดตามความคืบหน้าโครงการ BEmONC ณ เมือง Baguia จังหวัด Baucau ติมอร์-เลสเต

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) และคณะได้เดินทางไปยังศูนย์อนามัยแม่และเด็กประจำชุมชนสำหรับการคลอดบุตรและผดุงครรภ์ (BEmONC) ณ เมือง Baguia จังหวัด Baucau สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ร่วมกับ นายอธิปัตย์ โรจนไพบูลย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี และ Ms. Navchaa Suren, UNFPA Representative in Timor-Leste และทีมงาน เพื่อติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงศูนย์อนามัยฯ เมือง Baguia ซึ่งเป็นหนึ่งในสองศูนย์อนามัยฯ ที่ สพพ. ให้การสนับสนุน เพื่อให้สามารถรองรับมารดาในช่วงการผดุงครรภ์และการคลอดบุตร ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของแม่และเด็กทารกลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ศูนย์อนามัยฯ เมือง Baguia เป็นการปรับปรุง (Renovation) ตัวอาคารเดิม โดยการติดตามความคืบหน้าโครงการในครั้งนี้พบว่า มีความคืบหน้าร้อยละ 90 และงานส่วนที่เหลือจะเป็นการเก็บรายละเอียดงานภายในอาคารต่าง ๆ สำหรับการอบรมบุคลากรทางการแพทย์ การติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็น ยาเวชภัณฑ์ และรถพยาบาลจำนวน 1 คัน อยู่ระหว่างดำเนินการและส่งมอบ คาดว่า การปรับปรุงศูนย์อนามัยฯ การอบรม การติดตั้ง และการส่งมอบทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569

ทั้งนี้ การติดตามโครงการในครั้งนี้ได้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจังหวัด Baucau หน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ (Local authorities) รวมถึงเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อนามัยฯ เมือง Baguia เพื่อรับฟังความคิดเห็น และทำความเข้าใจในการบริหารจัดการภายหลังจากการส่งมอบโครงการต่อไป โดยคณะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

นอกจากนี้ สพพ. ยังได้เข้าเยี่ยมโรงเรียน Saint Joseph Baguia ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระราชทานความช่วยเหลือในการติดตั้งถังเก็บน้ำความจุ 10,000 ลิตร จำนวน 4 ถัง และระบบน้ำให้แก่โรงเรียน ซึ่งประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในฤดูแล้ง ประกอบกับในอดีตนักเรียนและครูต้องเดินทางไกลเพื่อไปแบกน้ำจากลำธารบนภูเขามาใช้ที่โรงเรียน ความช่วยเหลือที่กล่าวนับเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ตลอดจนสนับสนุนน้ำสะอาดสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในโรงเรียนตลอดปี

NEDA ชี้แจงข้อเท็จจริงงบประมาณปี 2570 กรณีโครงการในกัมพูชา 18.20 ล้านบาท ย้ำเป็นค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยตามภาระผูกพ...
14/09/2026

NEDA ชี้แจงข้อเท็จจริงงบประมาณปี 2570 กรณีโครงการในกัมพูชา 18.20 ล้านบาท ย้ำเป็นค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยตามภาระผูกพัน

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. (NEDA) ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับโครงการในราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีการกล่าวถึงตัวเลข 31 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง

สพพ. ขอชี้แจงว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สพพ. ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณสำหรับค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจากการให้กู้กับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวนรวม 30.72 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสำหรับโครงการใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จำนวน 2 โครงการ รวม 12.52 ล้านบาท และ ค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สำหรับโครงการใน ราชอาณาจักรกัมพูชา 2 โครงการ รวม 18.20 ล้านบาท ซึ่งโครงการในกัมพูชาทั้ง 2 โครงการดำเนินการแล้วเสร็จมานานแล้ว ประกอบด้วย 1) โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 67 ช่วงเสียมราฐ-อันลองเวง-จวม/สะงำ กัมพูชา สพพ. ขอรับจัดสรรค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จำนวน 12.00 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2549 ซึ่งอนุมัติให้สพพ. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กัมพูชาในวงเงินกู้ 1,300.00 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.50 ต่อปี ระยะเวลา 30 ปี โดยให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) เป็นผู้ปล่อยกู้โดยตรงแก่กัมพูชา ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีเงินต้นคงค้างจำนวน 648.34 ล้านบาท 2) โครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบทและถนนเชื่อมโยงไปยังหมายเลข 5 กัมพูชา โดยในปี 2570 สพพ. ขอรับจัดสรรค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย จำนวน 6.20 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2558 ที่อนุมัติให้ สพพ. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กัมพูชาในวงเงินกู้ 928.11 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.50 ต่อปี ระยะเวลา 25 ปี โดยให้ สพพ. เป็นผู้ขอรับจัดสรรค่าชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นรายปี และ สพพ. ได้จัดหาแหล่งเงินทุนผ่านการกู้ยืมจาก ธสน. ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีเงินต้นคงค้างจำนวน 720.90 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี สพพ. ขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า เงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเพื่อชดเชยอัตราดอกเบี้ย จำนวน 18.20 ล้านบาท ในครั้งนี้ สพพ. จะนำไปชำระให้แก่ ธสน. ตามภาระผูกพันที่เกิดขึ้นจากการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว ดังนั้น หาก สพพ. ไม่ได้รับเงินจัดสรรในส่วนของเงินชดเชยอัตราดอกเบี้ยส่วนต่าง ผู้รับผลกระทบจะเป็น ธสน. ไม่ใช่รัฐบาลกัมพูชา ทั้งนี้ กัมพูชาได้ชำระหนี้คืนทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย ครบถ้วนตามกำหนดเวลามาโดยตลอด และไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้ สำหรับโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ นับตั้งแต่เกิดข้อขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา สพพ. มิได้มีการอนุมัติเงินกู้ มีการเบิกจ่ายเงิน หรือการดำเนินโครงการความร่วมมือใด ๆ กับกัมพูชาเพิ่มเติมอีก

สพพ. ขอเน้นย้ำว่า การนำเสนอข้อมูลในลักษณะว่า “ประเทศไทยใช้งบประมาณ 18.2 ล้านบาท หรือ 31 ล้านบาท เพื่อให้เงินช่วยเหลือแก่รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง” อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากรายการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับภาระผูกพันทางการเงินตามเงื่อนไขที่มีอยู่เดิม โดย สพพ. ได้มีการชี้แจงในชั้นการพิจารณางบประมาณแล้วว่า เงินในส่วนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ ไม่ใช่การโอนเงินงบประมาณดังกล่าวให้รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง ทั้งนี้ การดำเนินงานของ สพพ. ภายใต้ความร่วมมือทางการเงินกับประเทศเพื่อนบ้าน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงด้านคมนาคม การค้า การลงทุน และการขนส่ง
ในภูมิภาค โดยคำนึงถึง ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สพพ. พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นและข้อห่วงใยของประชาชน และยินดีเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ เงื่อนไขทางการเงิน และการดำเนินงานในส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันว่า การดำเนินงานทุกโครงการอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และกระบวนการพิจารณาของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

สพพ. ร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯพันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ ...
12/09/2026

สพพ. ร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ร่วมเฝ้าฯ ในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569

ไทยร่วมมือกับรัฐบาล สปป.ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง เชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยวคณะรัฐมน...
09/09/2026

ไทยร่วมมือกับรัฐบาล สปป.ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง เชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เห็นชอบให้รัฐบาลไทยโดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ร่วมกันผลักดันการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง สปป.ลาวเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่าน-เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง และสนับสนุนเป้าหมายของโครงการก่อสร้างถนนเมืองหงสา-บ้านเชียงแมน ซึ่งมีระยะทางรวมประมาณ 114 กิโลเมตร ที่ สพพ. ได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วในการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางบกจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ไปยังเมืองมรดกโลกหลวงพระบางได้อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ เป็นโครงการพัฒนาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทย โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยโครงการดังกล่าวจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโลจิสติกส์เชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองฝั่งแม่น้ำโขง สนับสนุนการเดินทาง การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโลกและอุตสาหกรรมและบริการขนส่งและโลจิสติกส์ตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) หมุดหมายที่ 2 ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองฝั่งแม่น้ำโขง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างไทย–ลาว อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาค และหมุดหมายที่ 5 ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคที่มุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงแผนพัฒนาจังหวัดน่าน (พ.ศ. 2566–2570) โดยการพัฒนาโครงการฯ จะส่งผลดีโดยตรงต่อจังหวัดน่านและมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ 2 สุขเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมูลค่าสูง ซึ่งมุ่งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัด ทั้งในเชิงโครงสร้าง ภาคการผลิต อุตสาหกรรม และบริการ การก่อสร้างสะพานดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างจังหวัดน่านกับแขวงหลวงพระบางอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าชายแดนและการลงทุนระหว่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระหว่างเมืองแฝดน่าน–หลวงพระบาง อันจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับ สปป.ลาว

โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ มีขอบเขตของโครงการ ประกอบด้วย การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งเชียงแมน-หลวงพระบาง มีความยาวของสะพาน 820 เมตร เป็นสะพานยื่นสมดุล (Balanced Cantilever Bridge) การก่อสร้างถนนฝั่งบ้านเชียงแมน เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร ที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานข้ามแม่น้ำโขงกับถนนหงสา-บ้านเชียงแมน มีระยะทางรวมประมาณ 11.28 กิโลเมตร และการก่อสร้างและปรับปรุงถนนฝั่งเมืองหลวงพระบาง เป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร ที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานข้ามแม่น้ำโขงกับถนนหมายเลข 13 (ฝั่งหลวงพระบาง) มีระยะทางรวมประมาณ 2.77 กิโลเมตร พร้อมด้วยระบบสาธารณูปโภค โดยพื้นที่ก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง อยู่ด้านเหนือของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบาง และอยู่ใกล้กับพื้นที่มรดกโลก รวมถึงดำเนินงานบำรุงรักษา 7 ปี

สำหรับโครงการดังกล่าวจะใช้รูปแบบสัญญา Output and Performance-Based Contract (OPBC) ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ข้อ 9 การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทนทาน ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและยั่งยืนและส่งเสริมนวัตกรรม ประยุกต์มาจากแนวทางที่ธนาคารโลก (WB) และธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) ใช้ในปัจจุบัน การดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้างจนถึงการบำรุงรักษาหลังงานก่อสร้างแล้วเสร็จ กำหนดให้ผู้รับจ้างได้รับค่าตอบแทนตามผลงานที่ส่งมอบและคุณภาพของการบำรุงรักษาที่ดำเนินการได้จริง ทั้งนี้ คุณภาพของงานก่อสร้างตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญต่อผลการดำเนินงานในช่วงบำรุงรักษา

สะพานเชียงแมน-หลวงพระบางเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จะอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่งและจะเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่สำคัญเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่าน-เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่านจะเพิ่มขึ้นจากการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการ เนื่องจากลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30-45 นาทีจากปัจจุบันที่ใช้แพขนานยนต์ในการข้ามแม่น้ำโขง

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนผลประโยชน์ด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป. ลาว สามารถขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างไทยด้านจังหวัดน่านกับแขวงหลวงพระบาง โดยเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียมต้องอาศัยเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกระหว่างจังหวัดน่านผ่านแขวงไซยบุรี แวะเปลี่ยนรถยนต์บรรทุกต่อไปยังแขวงหลวงพระบางทำให้ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขนส่งสินค้าผ่านอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ไปยังแขวงหลวงพระบางโดยตรงด้วยรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ยังไม่สามารถทำได้ ด้วยติดปัญหาการข้ามแม่น้ำโขงที่บ้านเชียงแมน เมืองจอมเพชร แขวงหลวงพระบาง ดังนั้น หากมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เมืองจอมเพชร แขวงหลวงพระบาง จะทำให้การส่งสินค้าจากไทยไปแขวงหลวงพระบางผ่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ทำได้สะดวกขึ้นไม่ต้องอ้อมผ่านแขวงไซยบุรี คาดว่าจะทำให้มูลค่าการค้าผ่านเส้นทางนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภท น้ำมันเชื้อเพลง วัสดุก่อสร้าง และอาหารและเครื่องดื่ม

การร่วมมือกับรัฐบาล สปป.ลาว ในการก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง สปป. ลาว เชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนในภาคเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นใน จังหวัดน่าน และเขตเศรษฐกิจพิเศษหลวงพระบาง ส่งเสริมความร่วมมือของผู้ประกอบการระหว่างไทยกับ สปป.ลาว โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่โครงการและพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับประโยชน์ทางตรงจากโครงการโดยสามารถขนส่งสินค้าและเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตได้รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ตลอดจนได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากการมีโอกาสในการประกอบอาชีพจากการท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนที่ขยายตัวมากขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะได้รับส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว สพพ. จะสนับสนุนเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนในวงเงิน 1,783.67 ล้านบาท โดยกำหนดให้มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายใต้โครงการจากไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าโครงการ รวมทั้งใช้ผู้ประกอบการงานก่อสร้างและที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างจากไทยเป็นหลักในการดำเนินโครงการ โครงการมีระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการได้ภายใน
ปี พ.ศ. 2570 และแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2574

สพพ. เปิดการฝึกอบรม "Public Debt Management" มุ่งยกระดับการบริหารหนี้สาธารณะอย่างยั่งยืนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พันเอ...
02/09/2026

สพพ. เปิดการฝึกอบรม "Public Debt Management"
มุ่งยกระดับการบริหารหนี้สาธารณะอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พันเอก ดร. ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารหนี้สาธารณะ (Public Debt Management)” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–4 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม 1201 สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง
โดยมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมรับการอบรมจำนวน 19 คน จาก 5 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรภูฏาน สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต

การอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงยกระดับศักยภาพของผู้เข้าร่วมอบรมในการกำหนดนโยบายและการวางแผนบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างยั่งยืน โดยได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก สบน. เพื่อร่วมถ่ายทอดประสบการณ์เชิงลึกและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ

สพพ. ร่วมแสดงความยินดีกรมสรรพากรครบรอบ 111 ปีนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื...
02/09/2026

สพพ. ร่วมแสดงความยินดีกรมสรรพากรครบรอบ 111 ปี

นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมสรรพากร ครบรอบ 111 ปี ในโอกาสนี้ สพพ. ได้ร่วมมอบเงินสมทบทุนแก่ "มูลนิธิรามาธิบดี" เพื่อสนับสนุนการรักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กยากไร้ โดยมี นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร เป็นผู้แทนรับมอบ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ณ อาคารกรมสรรพากร ถนนพหลโยธิน

ที่อยู่

14 Fl. , Suntower Bldg. A 123 Vibhavadi-Rangsit Road
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6626177676

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ NEDAผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง NEDA:

ทางลัด

แชร์